วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558



บทที่ 4
การประเมินโครงการลงทุน

     การประเมินโครงการลงทุน
          วิธีการที่ใช้ในการประเมินโครงการลงทุนมี 4 วิธี ดังนี้
           1. ระยะเวลาคืนทุน (Payback period)
           2. มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net present value หรือ NPV)
           3. ดัชนีกำไร (Profitability index หรือ PI)
           4. อัตราผลตอบแทนจากโครงการลงทุน (Internal rate of return หรือ IRR)
    ระยะเวลาคืนทุน (Payback period)
       - ระยะเวลาที่กระแสเงินสดรับจากโครงการเท่ากับเงินลงทุน
       - คำนวณได้โดยกระบวนการกระแสเงินสดรับของโครงการกับเงินลงทุน จนกระทั่งกระแสเงินสดสะสมของโครงการเท่ากับศูนย์



    ข้อดีและข้อเสียของระยะเวลาคืนทุน
       ข้อดี
          - เป็นตัวชี้วัดถึงความเสี่ยงและสภาพคล่องของโครงการ
          - ง่ายต่อการการคำนวณและเข้าใจในเนื้อหา
        ข้อเสีย
          - ไม่คำนึงถึงมูลค่าของเงินตามเวลา (Time value of money)
          - ไม่คำนึงถึงกระแสเงินสดหลังจากระยะเวลาคืนทุน


   มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net present value หรือ NPV)
       - มูลค่าปัจจุบันของโครงการลงทุน คือ มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับหลังภาษีของโครงการลงทุนหักด้วยกระแสเงินสดจ่ายลงทุน มูลค่าปัจจุบันสุทธิสามารถแสดงได้ดังสมการ ดังนี้

    โดยที่
               AFCt  = กระแสเงินสดรับหลังภาษีในระยะเวลา t
                     K  = อัตราต้นทุนของเงินทุนหรืออัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (อัตราคิดลด)
                     IO = กระแสเงินสดจ่ายลงทุน
                      n  = อายุของโครงการลงทุน
     เกณฑ์การตัดสินใจถ้าใช้วิธี NPV
         1. ถ้าโครงการเป็นอิสระต่อกัน แสดงว่ายอมรับโครงการลงทุนถ้า NPV > 0
         2. ถ้าโครงการทดแทนกันได้ ยอมรับโครงการที่ NPV เป็นบวกและมี NPV มากกว่า เนื่องจากโครงการนั้นจะเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจมากที่สุด


   ดัชนีกำไร (Profitability index หรือ PI)
        ดัชนีกำไร หรือ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (Benefit-cost ratio) คือ อัตราส่วนของมูลค่าปัจจุบันและกระแสเงินสดรับหลังภาษีของโครงการลงทุนต่อกระแสเงินสดจ่ายลงทุน ดัชนีกำไรสามารถคำนวณได้ ดังนี้
 
    

      โดยที่ 
              AFCt  = กระแสเงินสดรับหลังภาษีในระยะเวลา t
                    K  = อัตราต้นทุนของเงินทุนหรืออัตราผลตอบแทนที่ต้องการ (อัตราคิดลด)
                    IO = กระแสเงินสดจ่ายลงทุน
                     n  = อายุของโครงการลงทุน
       เกณฑ์การตัดสินใจลงทุนด้วยวิธีนี้จะพิจารณาโครงการลงทุน ดังนี้
           1. โครงการลงทุนมีค่าดัชนีกำไร PI มากกว่าหรือเท่ากับ 1 : ยอมรับโครงการลงทุน
           2. โครงการลงทุนมีค่าดัชนีกำไร PI น้อยกว่า 1 : ไม่ยอมรับโครงการลงทุน


อัตราผลตอบแทนจากโครงการลงทุน (Internal rate of return หรือ IRR)
      อัตราผลตอบแทนจากโครงการลงทุน หมายถึง อัตราคิดลด (Discount rate) ที่จะทำให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับหลังภาษีเท่ากับกระแสเงินสดจ่าย ซึ่งสามารถคำนวณได้จากสมการ ดังนี้
     โดยที่
              AFCt  = กระแสเงินสดรับหลังภาษีในระยะเวลา t
                    IO = กระแสเงินสดจ่ายลงทุน
                     n  = อายุของโครงการลงทุน
                 IRR = อัตราผลตอบแทนจากโครงการลงทุน

      เกณฑ์ในการยอมรับเมื่อใช้ IRR
           1. ถ้า IRR > K, ยอมรับโครงการลงทุน
           2. ถ้า IRR < K, ปฏิเสธโครงการลงทุน

      การคำนวณ IRR กรณีกระแสเงินสดรับสุทธิของโครงการลงทุนไม่เท่ากัน
           กรณีนี้จะใช้วิธีการลองผิดลองถูก (a trial-and-error) เพื่อที่จะให้มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดรับหลังภาษีของโครงการลงทุนเท่ากับกระแสเงินสดจ่าย ซึ่งจะมีหลักการในการทดลอง ดังนี้
           1. ถ้าอัตราลดค่า k ที่ทดลอง เมื่อคำนวณแล้วค่าที่ได้สูงกว่ากระแสเงินสดจ่ายลงทุน แสดงว่าอัตราคิดลดที่ลองแทนค่านั้นมีค่าต่ำไป ต้องเพิ่มอัตราลดค่าให้สูงกว่าเดิม
           2. ถ้าอัตราลดค่า k ที่ทดลอง เมื่อคำนวณแล้วค่าที่ได้ต่ำกว่ากระแสเงินสดจ่ายลงทุน แสดงว่าอัตราคิดลดที่ลองแทนค่านั้นมีค่านั้นมีค่าสูงไป ต้องลดอัตราลดค่าให้ต่ำกว่าเดิม
           






   


บทที่ 11 
การวางแผนทางการเงิน

      ความจำเป็นสำหรับการวางแผนทางการเงิน
         การวางแผนทางการเงินเป็นเครื่องมือที่ช่วยเตรียมความพร้อมและนำชีวิตไปสู้ความมั่นคง ทางการ   เงิน  ซึ่งควรเริ่มจากการปลูกฝังนิสัยการออมและการใช้เงินอย่างสมเหตุสมผลตั้งแต่วัยเด็กเพื่อบ่มเพาะ   วินัยทางการเงินไว้ก่อน เมื่อเข้าสู่วัยทำงานก็จำเป็นต้องรู้วิธีการวางแผนการจัดสรรรายได้ให้เพียงพอ      กับการออมเงินตามเป้าหมายและรายจ่ายต่างๆอย่างเหมาสม เมื่อมีครอบครัวก็จำเป็นต้องดูแลทั้งตนเอง   และคนในครอบครัว ทำให้ความรับผิดชอบและภาระทางการเงินยิ่งเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้การวางแผน    ทางการเงินมีความสำคัญมากขึ้น แม้กระทั่งเมื่อเกษียณอายุ ก็ยังต้องวางแผนทางการเงิน เพราะเป็นวัน  ที่มีรายได้ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงอยู่ หรืออาจสูงขึ้นในบางหมวด


ขั้นตอนการวางแผนทางการเงิน
   1. การจัดทำแผนกลยุทธ์  (Strategic Plans)
     1.1 จุดมุ่งหมายของบริษัท
      1.2 ขอบเขตและการดำเนินงานของบริษัท
      1.3 เป้าหมายของบริษัท
      1.4 กลยุทธ์ของบริษัท
  2. การจัดทำแผนปฏิบัติงาน  (Operating Plans)
     2.1 ใครหรือหน่วยงานใดรับผิดชอบงานใด
     2.2 เริ่มงานเมื่อไร
     2.3 งานเสร็จเมื่อไร
     2.4 งานที่ทำมีผลทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไร
     2.5 งานที่ทำมีผลทำให้กิจการมีกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไร
  3. การจัดทำแผนการเงิน  (Financial Plans)
    3.1 ทำงบการเงินล่วงหน้าและใช้งบนั้นเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของแผนการดำเนินงานต่อกำไรที่คาดไว้
   3.2 กำหนดเงินทุนที่จะใช้ซึ่งจะรวมเงินทุนที่ต้องใช้ทั้งหมดในธุรกิจ
    3.3 พยากรณ์เงินทุนที่จะหามาได้ในอนาคต ซึ่งรวมถึงเงินทุนที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทเองและเงินทุนจากแหล่งภายนอก
   3.4 สร้างระบบการควบคุมในการดูแลการจัดสรรเงินทุนภายในบริษัท
   3.5 สร้างแผนปฏิบัติงานสำหรับการปรับแผนงานเมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่พยากรณ์ไว้
   3.6 สร้างบรรทัดฐานสำหรับการกำหนดผลตอบแทนให้ผู้บริหาร เมื่อผู้บริหารทำความมั่งคั่งให้แก่บริษัท

วิธีการวางแผนทางการเงิน
       วิธีคำนวณโดยใช้สมการ  AFN
     เงินทุนที่ต้องการเพิ่มขึ้น = สินทรัพย์ที่ต้องการเพิ่มขึ้น – หนี้สินที่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ – กำไรสะสมที่เพิ่มขึ้น
        วิธีการพยากรณ์งบการเงิน : วิธีอัตราร้อยละของยอดขาย

มีขั้นตอนดังนี้
    1. พยากรณ์งบกำไรขาดทุน  (ต้องพยากรณ์ยอดขายก่อน)
        ทำให้ทราบว่ากิจการมีกำไรสุทธิที่เหลือจากการจ่ายเงินปันผลซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนภายในเท่าไร
    2. พยากรณ์งบดุล
         ทำให้ทราบว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นต้องลงทุนในสินทรัพย์แต่ละรายการเพิ่มขึ้นเท่าไร
         จัดหาเงินทุนจากแหล่งภายในเพียงพอหรือไม่
         ต้องจัดหาเงินทุนจากแหล่งภายนอกเท่าไร
    3. สรุปการจัดหาเงินทุนจากแหล่งภายนอก